หลายวันที่ผ่านมา นอกจากข่าวงาน “รูทีน” ของภาครัฐมากมายที่เข้าไปจัดการศพเด็กทารกที่ถูกทำแท้งและนำมาทิ้งเอาไว้ที่วัดแห่งนี้แล้ว เรื่องราวความอาถรรพ์ของวิญญาณเด็กทารกจำนวนมากถึง 2,002 ศพ ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องโหยหวนคล้ายเสียงทารกกรีดร้อง “กระจองอแง” แสดงถึงความเจ็บปวดสุดแสนจะทรมาน จากถูกทำแท้งพร้อมกับโดนพ่อแม่ทอดทิ้งระงมไปทั่วบริเวณวัด หรือเรื่องเล่าของแสงไฟประหลาดส่องหน้าโกดัง และเสียงดังออกมาจากตุ๊กตาที่มีชาวบ้านนำมาเซ่นไหว้ และเรื่องราวก็ทวีความขนหัวลุกขึ้นไปอีกเมื่อมีสำนักข่าวทุกสำนักยืนยันว่ามีคนเห็นตุ๊กตาเครื่องเซ่นไหว้ลุกเดินได้ เรื่องเล่าของพนักงานทำความสะอาดบริเวณที่เกิดเหตุพบว่านมที่ชาวบ้านนำมา เซ่นไหว้มีลักษณะเหมือนโดนดูดไปหลายกล่อง เรื่องเล่าของศพทารกที่ไปเข้าฝัน กระทั่งมีเซียนหวยน้อย-ใหญ่จากทุกทั่วสารทิศหอบความหวังและเครื่องเซ่นไหว้ ที่คาดว่าวิญญาณทารกกว่า 2 พันดวงจะชื่นชอบเพื่อมาขอเลขเด็ด ฯลฯ เหมือนอย่างตอนที่ซานติก้าไฟไหม้ ก็มีผู้ถ่ายภาพวิญญาณไว้ได้ (ภาพวิญญาณอีกชุด) จาก “นาฏกรรม” เรื่องเล่า “ความอาถรรพ์” ก้อนมหึมาที่ผลิตซ้ำติดๆ มาเป็นสัปดาห์ข้างต้น "ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์"ไม่รอช้าเซ็ตทีมทั้งช่างภาพนิ่ง-วิดีโอ รีบลงพื้นที่เพื่อค้นหา “สิ่งลี้ลับ” อย่างไรก็ดีเพื่อเป็นการยืนยันเจตนาที่บริสุทธิ์ ก่อนจะลงพื้นที่เกิดเหตุลี้ลับนั้นได้มีการตกลงซักซ้อมทำความเข้าใจว่าการไปครั้งนี้จะไม่มีการลองของแต่ประการใด ที่สำคัญเมื่อไปถึงที่ต้นตอเรื่องเล่าความอาถรรพ์แล้ว ห้ามใครพูดพาดพิง ล้อเลียน และกล่าวคำ “ผรุสวาท” ไม่ดีเกี่ยวกับศพเด็ก ห้ามลองของ-ท้าทายเด็ดขาด เมื่อรู้สึก เห็น ได้ยินเสียง กระทั่ง ห้ามทัก ห้ามทำเสียงโวยวาย นอกจากจะทำให้สิ่งที่มองไม่เห็นโกรธแล้วยังเป็นการรบกวนชาวบ้าน-พระสงฆ์ภายในวัดแห่งนี้ ไม่เว้นแม้แต่ขณะกลับขึ้นรถจะต้องขาน “ชื่อทีมงาน” เป็นรายคนเท่านั้น จะไม่มีการใช้คำว่า “ไปทุกคน…!” [...]