ผึ้งน้อย i am Soh Hot! ค่ะ
คดีเขาพระวิหารตอน พ.ศ. 2505
หลังการตัดสินคดีเขาพระวิหารของศาลโลก อาจารย์ขจร สุขพานิช เขียนบทความพิเศษ แสดงความไม่เห็นด้วย ด้วยเหตุผลต่างๆในบางประเด็นถึงขั้นใช้คำว่า เป็นคำตัดสินที่ตบตาชาวโลก…ลงในหนังสือพิมพ์ "พิมพ์ไทย" ระหว่างวันที่ 26-30 มิ.ย.2505
อาจารย์ขจรตั้งข้อสังเกตว่า ผู้ร่างคำตัดสินซึ่งเอนเอียงข้างกัมพูชา ให้เพื่อนผู้พิพากษาอีก 8 ท่าน ลงนามน่าจะเป็นคนฝรั่งเศส นอกจากประเด็นเส้นสันปันน้ำไม่ถาวรมั่นคง และยึดถือแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำโดยลำพังเป็นหลักฐานชี้ขาดแล้ว
ยังใช้คำว่า หากยังไม่มีการตัดสินคดีเขาพระวิหาร ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับฝรั่งเศสจะทวีความตึงเครียดเพิ่มขึ้น
อาจารย์ ขจรกล่าวว่า นับแต่สนธิสัญญา 1893 เขตแดนยาวมากระหว่างไทยกับอินโดจีน ฝรั่งเศส ได้ถูกทำให้เกิดความไม่แน่นอนขึ้น ฝรั่งเศสเริ่มผลักดันพรมแดนไทย จากดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้มาจดฝั่งโขง ไทยเสียดินแดนให้ฝรั่งเศสครั้งแรก เป็นเนื้อที่ถึง 140,000 ตารางกิโลเมตร (รายการที่ไทยเสียดินแดน และคลิปไทยเสียดินแดนทั้งหมด)
ครั้น ถึง ค.ศ.1902 และ 1904 ฝรั่งเศสก็ข้ามมายังฝั่งขวา ยึดดินแดนฝั่งขวาหลวงพระบาง พร้อมทั้งเมืองมะโนไพร และเมืองจำปาศักดิ์ อีกสามปีต่อมา ค.ศ.1907 ฝรั่งเศสผลักดันพรมแดนไทยเข้ามาอีก โดยยึดเอาแคว้นเสียมราฐ อันมีเมืองพระตะบอง และเมืองศรีโสภณ
"มีความ ตึงเครียดทวีขึ้นเรื่อยๆ เป็นความจริง" อาจารย์ขจรย้ำ "แต่เป็นความตึงเครียดเพราะความไม่แน่นอน เพราะความโลภไม่มีที่สิ้นสุด เพราะความไม่อยากให้เป็นที่ยุติได้ของฝรั่งเศสเอง"
คำพิพากษาศาลโลก ยังระบุไว้ให้เห็นว่า แผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้นเพื่อแสดงพรมแดนระหว่างไทย ฝรั่งเศส ตามสนธิสัญญา ค.ศ.1907 นั้น ฝรั่งเศสทำขึ้นรวม 11 แผ่น แจกจ่ายไปในประเทศต่างๆ เมื่อ ค.ศ.1908 และก็ในปีนั้นเอง แผนที่ 3 แผ่นในจำนวน 11 แผ่นก็ใช้ไม่ได้
เหตุผลนั้นหรือ? ดินแดนประเทศไทยตามที่ปรากฏในแผนที่ 3 แผ่น ได้ถูกฝรั่งเศสผนวกเข้าไปเป็นดินแดนของตน
หน้า สุดท้ายคำพิพากษาศาลโลก ยังบันทึกถ้อยคำที่น่าซาบซึ้งว่า ศาลคิดว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ที่จะลงความเห็นว่า วัตถุประสงค์อันสำคัญของความตกลงในสมัย ค.ศ.1904-08 ก็เพื่อให้สถานการณ์ ตึงเครียดหมดไป และให้ได้มาซึ่งเสถียรภาพทางเขตแดน บนมูลฐานแห่งความแน่นอน และเป็นที่ยุติกันได้
อาจารย์ขจรเย้ยว่า สถานะความตึงเครียดก็หมดไปแล้ว เสถียรภาพทางเขตแดนเป็นที่ยุติกันได้แล้ว โดยประเทศไทยได้ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดนั้นๆ ให้แก่ประเทศฝรั่งเศส ดังรายการต่อไปนี้
ครั้งที่ 1 พ.ศ.2410 เสียประเทศเขมร และเกาะ 6 เกาะ ประมาณ 124,000 ตารางกิโลเมตร
ครั้ง ที่ 2 พ.ศ.2431 เสียสิบสองจุไทย ประมาณ 87,000 ตารางกิโลเมตร ครั้งที่ 3 พ.ศ.2436 เสียฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ประมาณ 143,000 ตารางกิโลเมตร ครั้งที่ 4 พ.ศ.2446 เสียฝั่งขวาแม่น้ำโขงตรงข้ามหลวงพระบาง และตรงข้ามปากเซ ประมาณ 62,000 ตารางกิโลเมตร
และครั้งที่ 5 พ.ศ.2449 เสียพระตะบองเสียมราฐ ศรีโสภณ ประมาณ 51,000 ตารางกิโลเมตร
รวมดินแดนที่เสียไป 467,500 ตารางกิโลเมตร
ดินแดนของประเทศไทยที่เหลืออยู่เวลานี้ 513,447 ตารางกิโลเมตร
อาจารย์ ขจร สุขพานิช เขียนทิ้งท้ายไว้ในบทความว่า หลักเกณฑ์ของบรรดาผู้พิพากษาต่างๆ เกี่ยวกับคดีเขาพระวิหาร เป็นการเพียงพอที่จะกระตุ้นเตือนใจพวกเราทั้งหลาย ได้สนใจศึกษาความเป็นมาของเรื่องพรมแดนของคดีนี้…อย่างน้อยก็เป็นบทเรียน ให้ไม่ต้องพลาดท่าในครั้งต่อไป
จาก กระปุก
ภาพแสดงการเสียดินแดนของประเทศไทยทั้งหมดที่ผ่านมาในอดีต
น่าเศร้าใจยิ่งนัก
Posted in เรื่องส่วนตัวผึ้งน้อย
[...] [...]